หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์" ซึ่งนิยามของคำนี้ สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการกิน การเดินทางท่องเที่ยว การพักผ่อน และอื่นๆ อีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ รูปแบบของการเดินทางโดย "รถไฟสุดหรูหรา" เพื่อเติมเต็มในวันหยุดพักผ่อนแบบสไลว์ไลฟ์ ชิวๆ ไปตลอดทริปการเดินทาง แน่นอนว่าเมื่อก้าวเท้าขึ้นไปบนรถไฟ ท่านจะพบกับการบริการที่ดีเยี่ยมจากพนักงาน รวมถึงพนักงานเสิร์ฟที่คอยให้บริการกับแขกทุกท่าน พร้อมเมนูอาหารสุดพิเศษ รับรองได้เลยว่าจะเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจเหล่านักเดินทางอย่างแน่นอนวันนี้เรามี 15 อันดับรถไฟสุดหรูมาให้ดูกันค่ะ มาดูกันเลยว่ามีขบวนสายหรูสายไหนบ้างที่เลอค่า น่าไปขึ้นสักครั้งในชีวิต

 

ท่านที่สนใจไปนั่งรถไฟหรู ในเส้นทางรอบโลก ท่านสามารถติดต่อ 2morrow Explorer

ให้ช่วยจอง และบริการให้แนะนำการเดินทางท่องเที่ยวได้ค่า

 

1. Eastern & Oriental Express: เอเชีย ประเทศไทย มาเลเซีย และ สิงคโปร์ 

รถไฟสุดหรูเส้นทางสายเอเชีย เปรียบเสมือนโรงแรมระดับห้าดาว อีกหนึ่งขบวนสุดหรูที่ไม่พูดถึงไม่ได้แล้ว นั่นก็คือ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส (Eastern & Oriental Express) ดำเนินการโดยบริษัท เบลมอนด์ จำกัด รถไฟขบวนนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สวยงาม การตกแต่งขบวนรถไฟ สีเขียวสลับทอง อันเป็นสีแห่งสัญลักษณ์ ภายในถูกตกแต่งได้อย่างคลาสสิค และโอ่อ่าตระการตา และมีกลิ่นอายในแบบฉบับเอเชียที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่กว้างขวาง ทุกตู้โดยสารติดเครื่องปรับอากาศ มีตู้รถห้องอาหารสองตู้ ตู้รถบาร์ บริการเครื่องดื่ม รวมไปถึงบาร์เปียโน นอกจากนี้ยังมีจุดที่เปิดให้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในระหว่างการเดินทางอันสุดพิเศษ

รถไฟ Eastern & Oriental Expressให้บริการในเส้นทางที่สวยงามหลายแห่งของโลก เส้นทางใกล้ๆ จะเป็นการออกเดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ ผ่านตอนใต้ของประเทศไทยสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และเดินทางเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ ชมวิวทิวทัศน์ทางธรรมชาติ บ้านเมือง และวัฒนธรรมที่สวยงาม สิ่งเหล่านี้คือ มนต์สเน่ห์แห่งเอเชียที่ใครได้เห็นเป็นต้องหลงใหล และอยากจะมาสัมผัสให้เห็นกับตา รถไฟขบวนนี้รองรับผู้โดยสารได้เพียง 82 ท่าน มีบัทเลอร์พร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง ลองมาเปิดประสบการณ์ด้วยตัวของท่านเองกับ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส กับ ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์รับรองว่าไม่ทำให้ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่า

 

2. The Golden Eagle ประเทศรัสเซีย: Moscow to Vladivostok สายทรานส์ไซบีเรีย และเส้นทางอื่นๆ

รถไฟสุดคลาสสิค The Golden Eagle ถือเป็นอีกหนึ่งรถไฟที่มีความน่าสนใจมาก ภายในรถไฟแห่งนี้มีทั้งบาร์พร้อมเปียโนและห้องสมุด ในขณะเดียวกันก็สามารถชมความงามในประเทศรัสเซียได้อย่างเต็มอิ่มด้วยเช่นกัน ทีนี้เราลองมาดูเส้นทางที่น่าสนใจกันบ้าง ด้วยการเดินทางกว่า 2 สัปดาห์  ระยะทางกว่า 6,800 ไมล์ The Golden Eagle จะพาท่านไปยังเส้นทางในฝันสายทรานส์ไซบีเรีย ออกจากจากกรุงมอสโค (Moscow) ไปยัง วลาดิวอสต๊อก (Vladivostok) โดยรถไฟจะแล่นอ้อมผ่านไปตามชายฝั่งงทะเลสาบไบคาล เข้าสู่เมือง อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ไฮไลท์สุดหรูหราของรถไฟสายนี้ ได้แก่ ได้ชมวิวแบบส่วนตัวของพระราชวังเครมลิน พร้อมกับจิบแชมเปญรสชาติเยี่ยม และยังมีการสอนคอร์สเรียนทำอาหารท้องถิ่นของรัสเซีย รวมถึงการได้ไปสำรวจสถานที่บางแห่งที่น่าสนใจของไซบีเรียอีกด้วยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีเส้นทางสายทรานส์ไซบีเรียส เส้นทางสายไหมในจีน เส้นทางยุโรป และเส้นทางอื่นๆ รอบโลกอีกด้วยค่า

รีวิวภาพจากลูกค้า รถไฟด่วนสุดหรู Golden Eagle สายทรานส์ไซบีเรีย เที่ยวรัสเซีย 15 วัน

 

 

3. Seven Stars Kyushu ประเทศญี่ปุ่น 

ครั้งแรกกับการทุ่มงบมหาศาลเป็นเงินราวๆ กว่า 20 ล้านปอนด์ ในการเนรมิตขบวนรถไฟสุดหรู ในคอนเซป Cruise Train รถไฟสำราญอย่าง Seven Stars Kyushu ให้กลายเป็นจริง เปิดตัวในเดือนตุลาคม ปี 2013 โดยมีนักออกแบบชื่อดังอย่าง Mitooka Eiji เป็นผู้ออกแบบ

ชื่อรถไฟ 7 Stars มาจากจำนวน 7 จังหวัดในภูมิภาคคิวชู ได้แก่ Fukuoka, Saga, Nagasaki, Oita, Kumamoto, Miyazaki และ Kagoshima ภายในขบวนมีทั้งหมด 7 ตู้ ถูกแบ่งโซนเป็นห้องต่างๆ มีห้องพัก 5 ตู้ แบ่งเป็นห้องสวีท 14 ห้อง และตู้ห้องอาหาร กับห้องเลาจน์ การตกแต่งภายใน จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสไตล์ญี่ปุ่นแบบหรูหรา 

รถไฟขบวนนี้เปรียบเสมือนการแสดงผลงานศิลปะ และงานฝีมือชั้นยอดจากช่างภูมิภาคคิวชู ทั้งกำแพงถูกทำขึ้นจากไม้พะยูง และต้นเมเปิ้ล หน้าต่างเป็นกระดาษบานเลื่อนคลาสสิค ตีโครงไม้เป็นลายตารางสวยงาม รวมไปถึงผลงานชิ้นสุดท้ายของศิลปินแห่งชาติของญี่ปุ่น Sakaida Kakiemon ที่ 4 ในส่วนของเครื่องเซรามิค แก้วน้ำ ไปจนถึงอ่างล้างมือ ที่มีความปราณีตสวยงามในทุกชิ้นงาน ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ท่านได้ฝากผลงานไว้ก่อนเสียชีวิต

ภายในยังมีห้องอาหารที่เรียกว่าห้อง Jupiter มีเมนูที่ถูกรังสรรค์จากเชฟที่พิถีพิถัน เมนูอาหารพิเศษเน้นตามแต่ละฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีเลานจ์ที่เรียกว่าห้อง Blue Moon ผู้โดยสารจะได้ดื่มด่ำกับสาเกพื้นเมืองรสชาติดี ไปพร้อมๆ กับ ฟังเสียงเปียโน และไวโอลินคลอเคลียอย่างน่าไพเราะ จับใจ เพลิดเพลินกับบรรยากาศในระหว่างการเดินทางได้อย่างสโลว์ไลฟ์ และผ่อนคลายเป็นที่สุด

ขบวนรถไฟสายนี้เปิดให้บริการในเส้นทางตามภูมิภาคบนเกาะคิวชู จะนำท่านไปยัง 7 เมืองสำคัญต่างๆ เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม มีความสุขไปกับการทานอาหารรสเลิศ ที่ถูกปรุงแต่งโดยวัตถุดิบท้องถิ่นแท้ๆ  ชมความงดงามของบ้านเมือง และประวัติศาสตร์มากมาย และ ผู้โดยสารจะได้รับการบริการจากพนักงานที่ถูกฝึกมาอย่างมืออาชีพ ความนอบน้อม ด้วยรอยยิ้มการต้อนรับ และการดูแลอันแสนอบอุ่นตามแบบสไตล์ของชาวญี่ปุ่นแท้ๆ กันเลยทีเดียวค่ะ

 

 

4. Train Suite Shiki Shima ประเทศญี่ปุ่น

อีกหนึ่งรถไฟที่ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Train Suite Shiki Shima โดยขบวนรถไฟสายนี้พร้อมแล้วที่จะนำผู้โดยสารไปสัมผัสกับประสบการณ์อันหรูหราและน่าประทับใจ สำหรับทริปการเดินทางตั้งแต่ 1 คืน ไปจนถึง 3 คืน ระหว่างการเดินทางผู้โดยสารจะได้ชมความงามของชนบทซึ่งตั้งอยู่ในเขตภูมิภาคตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น ภายในรถไฟมีห้องพักที่กว้างขวาง สะดวกสบาย การตกแต่งถูกผสมผสานในสไตล์โมเดิร์นที่ทันสมัยและลงตัว  รวมถึงความพิถีพิถันในโซนของโต๊ะอาหารที่ถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาว สะอาดสะอ้านสบายตา และมีพนักงานคอยเสิร์ฟ และให้บริการอาหารประจำภูมิภาคที่สุดแสนจะอร่อย นอกจากนี้ ภายในยังมีเลานจ์ที่กว้างขวาง และมีหน้าต่างบานใหญ่ ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางได้อย่างสวยงามและหน้ามหัศจรรย์เป็นที่สุด รับรองได้ว่ารถไฟสายนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

5. Twilight Express Mizukaze ประเทศญี่ปุ่น

ไม่พูดถึงไม่ได้แล้วสำหรับ Twilight Express Mizukaza รถไฟสายหรูที่มีการตกแต่งสไตล์ Art Deco สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ รถไฟขบวนนี้เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องกับ Train Suite Shiki Shima นั่นเองค่ะ รถไฟสุดหรู Twilight Express Mizukaza สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 30 ท่าน โดยมีเส้นทางการเดินทางผ่านไปยังทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น การเดินทางมีตั้งแต่ 1-2 วัน โดยเริ่มต้น และสิ้นสุดใน เกียวโต โอซาก้า KyotoOsaka  หรือ ชิโมโนเซกิ

สถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรมอันหลากหลาย ถือเป็นมนต์เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ศิลปะ รวมถึงสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ อาทิ หาดทรายขาวสีฟ้าคราม ที่อยู่ทางชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น คำแนะนำ: ตั๋ว บริการ การเที่ยว อื่นๆ อาจจะเป็นภาษาญี่ปุ่น ควรจะพกคู่มือการเดินทางที่เป็นประโยชน์ไปด้วยจะดีมากค่ะ 

 

6. The Venice Simplon-Orient-Express ยุโรป: London to Venice

หากจะพูดถึงที่มาของคำว่า Orient-Express ก็คงเปรียบเสมือนกับคำว่า "ขบวนรถไฟสุดหรูหรากับการเดินทางท่องเที่ยวอันสุดวิเศษ"  โดยมีเส้นทางการเดินทางโซนยุโรป ได้แก่ เบอร์ลิน บูดาเปสต์ ตุรกี อิสตันบลู ลอนดอน ปารีส กรุงปราก กรุงเวียนนา เวนิส และ เมืองเวโรนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นทางยอดฮิตของเหล่านักเดินทางทั้่วโลก

ภายในของรถไฟสุดหรู The Venice Simplon-Orient-Express ได้รับการตกแต่งให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถูกดีไซด์ในสไตล์อาร์ตเดคโค ในช่วงยุค 1920 ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและคงความงดงามผสมผสานกับการลงรายละเอียดเพิ่มสีสันที่เย้ายวน เพื่อบรรยากาศที่หลากหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน เมื่อผู้โดยสารได้ลองเข้าไปสัมผัสจะรู้สึกว่า ได้ย้อนรอยความโรแมนติกไปในระหว่างการเดินทางผ่านไปยังเมืองแต่ละเมืองที่น่าหลงใหลที่สุดในยุโรป นอกจากนี้ เดือนมีนาคม รถไฟสายนี้จะมีการอัพเกรดให้ห้องแกรนด์สวีท มีห้องอาบน้ำและห้องน้ำสุดหรูภายในตัว และมีขนาดที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับผู้ที่รักการเดินทางได้ใช้ชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์ตามที่ต้องการค่ะ 

 

7. El Transcantabrico Gran Lujo ประเทศสเปน: Santiago de Compostela to San Sebastián

การเดินทางสุดหรูในการใช้ชีวิตแบบสไลว์ไลฟ์ ด้วยอีกหนึ่งรถไฟที่มีชื่อเสียงของประเทศสเปน El Transcantabrico จัดว่าขบวนรถไฟสายนี้เป็นรถไฟสุดหรูระดับ 5 ดาวเลยก็ว่าได้ ทั้งการให้บริการที่ยอดเยี่ยมของพนักงาน ขนาดห้องพักที่สะดวกสบายมีห้องน้ำภายในตัว เส้นทางการเดินทางจะใช้เวลาทั้งหมด 8 วัน วิ่งระหว่างเมือง ซานเตียโก เด กอมปอสเตลา (Santiago de Compostela) เป็นเมืองมรดกโลกที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามหลายแห่ง และจะวิ่งเข้าสู่เมือง ซาน เซบาสเตียน (San Sebastián) ที่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีนักท่องเที่ยวจำน้อยไม่น้อยค่ะ ที่ชอบมาพักผ่อนริมชายหาด นักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้ามาที่นี่ จะได้รับประสบการณ์อันสุดพิเศษ เสน่ห์ของที่นี่ ยังมีรสชาติอาหารที่แสนอร่อย วัฒนธรรมที่แตกต่างและน่าค้นหา ความบันเทิงต่างๆ ทำให้ทั้งหมดนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนที่น่าลงตัวเป็นที่สุดค่ะ

 

8. The Presidential Train ประเทศโปรตุเกส

รถไฟสายหรูที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนาน The Presidential Train เป็นรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ 2433 ซึ่งเป็นรถไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศโปรตุเกส รถไฟขบวนนี้ได้รับเสด็จบุคคลชั้นสูง และบุคคลสำคัญๆ ต่างๆ เช่น พระมหากษัตริย์ ประธานาธิบดี ประมุขแห่งรัฐ และพระสันตะปาปา มาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษเลยทีเดียวค่ะ การเดินทางผู้โดยสารจะได้เพลิดเพลินไปตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ประเทศโปรตุเกส ถือเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ความงดงามของขุนเขา แหล่งผลิตไวน์ชั้นยอด และมนต์เสน่ห์ที่ใครไปจะต้องตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย เส้นทางที่เป็นไฮไลท์ รถไฟขบวนนี้จะเดินทางผ่านหุบเขา Douro Valley ถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งมรดกโลก ที่สวยงามที่สุดก็ว่าได้ ผู้โดยสารจะได้ชมความงามของหุบเขา ไร่องุ่นแสนกว้างใหญ่ พร้อมได้สัมผัสกับแหล่งผลิตไวน์แดง (Port wine) เพราะรถไฟสายนี้จะหยุดพัก ให้นักดื่มได้ไปลองสัมผัสรสขาติของไวน์แดงที่หวานละมุนลิ้น ฟินกันสุดๆ รับรองได้ว่าจะเป็นความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนอย่างแน่นอน 

 

9. Belmond Grand Hibernian ประเทศไอร์แลนด์

การเปิดตัวของขบวนรถไฟสายนี้ ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของทุกปี รถไฟ Belmond รองรับผู้โดยสารได้ถึง 40 ที่นั่ง รถไฟสุดคลาสสิค จะวิ่งไปยังเมืองดับลิน Dublin เมืองที่มีสีสัน และวัฒนธรรมอันหลากหลาย เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียอันลือชื่อ โดยมีระยะเวลาเดินทาง ตั้งแต่ 2-6 วัน ที่จะนำนักเดินทางไปให้ถึง ไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ทางตอนเหนือ รวมถึงการหยุดแวะที่โรงกลั่นวิสกี้ อันโด่งดังของ Jameson’s whiskey หรือ ปราสาท ที่เรียกว่า Blarney Castle & Gardens และอีกจุดหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์ Belfast’s Titanic museum นั่นเองค่ะ

 

10. The Belmond Andean Explorer ประเทศเปรู

รถไฟสายนี้ ได้ชื่อว่าเป็นรถไฟสายหรูหรา แห่งแรกของอเมริกาใต้ เป็นขบวนรถไฟที่มีเส้นทางผ่านที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ ผู้ที่เดินทางในระหว่าง 1-2 คืน สายนี้จะเดินทางผ่านแนวราบสูงของ อัลติพลาโน (altiplano) และ ผ่านไปยังทะเลสาบ ติติกากา (Lake Titicaca) ที่ตั้งอยู่ในพรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวีย และผ่านไปยังถ้ำที่เรียกว่า Sumbay Caves ซึ่งรถไฟสายนี้จะเดินทางเชื่อมไปยังเมือง กุสโก (Cusco) และ เมืองที่สวยที่สุดอีกหนึ่งแห่งของประเทศเปรู นั่นคือ เมือง อาเรกีปา (Arequipa) หรือที่เราเรียกว่าเมืองสีขาว โดยถูกยกให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี 2000 นั่นเองค่ะ

รถไฟ Belmond Andean มีห้องโดยสารทั้งหมด 24 ห้อง ภายในกว้างขวาง เรียบหรูด้วยการตกแต่งด้วยผ้าทอมือผสมผสานกับผ้าขนสัตว์ Alpaca Wool ทำให้รู้สึกอบอุ่น ผสนผสานกับโทนสีที่อ่อนนุ่ม ทำให้รู้สึกสบายตา ผ่อนคลายไปในตัวค่ะ 

 

11. The Maharajas’ Express ประเทศอินเดีย: Delhi to Mumbai

รถไฟสุดหรูที่สุดในเอเชีย เป็นอีกหนึ่งรถไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอินเดีย ความสวยหรูและงดงามอลังการของขบวนนี้ นั่นก็คือ การออกแบบให้คล้ายกับพระราชวังในอินเดีย และถูกปรับให้เหมาะกับการเดินทางระยะไกลได้ โดยจะรองรับผู้โดยสารได้ 88 ท่าน ทริปการเดินทางมีตั้งแต่ 4 คืนขึ้นไป จนถึง 8 คืน ที่สำคัญแขกจะได้ชมความงดงามของสถานที่ที่น่าสนใจในเมืองแห่งนี้ ได้แก่ ชัยปุระ หรือที่เรียกว่า จัยปูร์ เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สวยงามด้วยพระราชวังและป้อมปราการ หรือจะเที่ยวพาราณสี เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่ชาวฮินดูนับถือ และ รถไฟขบวนนี้ยังผ่าน กัว (Goa) เป็นรัฐเล็กๆ ที่อยู่ทางตะวันตกของอินเดีย ติดกับทะเล Arabian อีกด้วย และแน่นอนอีกหนึ่งสถานที่ที่พลาดไม่ได้ นั่นคือ ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดก็ว่าได้

นอกจากนี้ภายในรถไฟสุดหรูขบวนนี้ มีดีไซน์การออกแบบสุดคลาสสิค และยังมี 2 ร้านอาหารพร้อมเมนูอาหารสุดเลิศรส และมี บาร์ เลานจ์ พร้อมพนักงานคอยให้บริการ ถือได้ว่า คุ้มที่จะลองใช้ชีวิตแบบสไลว์ไลฟ์เลยทีเดียวค่า 

  

12. The Blue Train ประเทศแอฟริกาใต้: Pretoria to Cape Town

ยินดีต้อนรับสู่ The Blue Train ประสบการณ์ที่น่าจดจำของคุณกำลังจะเริ่มขึ้น...... จุดเริ่มต้นของการเดินทางจาก กรุงพริทรอเรีย (Pretoria) เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ไปยัง เคปทาวน์ (Cape town) เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ สำหรับ 70 ปีของการให้บริการ รวมทั้งระยะเวลาเดินทางกว่าเกือบ 1,000 ไมล์ กับอีก 31 ชั่วโมงแห่งการเดินทาง

ความพิเศษของ The Blue Train ได้แก่ การมีห้องพักที่กว้างขวาง สะดวกสะบาย การบริการที่ยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาว มีเมนูอาหารสุดพิเศษ ไวน์ชั้นเยี่ยม มีพนักงานงานคอยให้บริการแบบส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง บรรยากาศภายในแขกทุกท่านจะแต่งตัวที่สุภาพ และดูดี สุภาพบุรุษ สวมใส่แจ็คเก็ตผูกเนคไท หรือสุภาพสตรีสวมใส่เดรสที่สวยงาม เหมาะสำหรับการรับประทานอาหารค่ำสุดหรู  คาเวียร์ที่เสิร์ฟคู่กับแชมเปญ รสชาติเข้ากันที่สุด (มื้อพิเศษจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ)

นอกจากนี้ รถไฟหรูขบวนนี้ มีเส้นทางการเดินทางในหนึ่งเที่ยว เป็นเวลา 19 ชั่วโมง เรียกว่า "Rail safari" จะพาทุกท่านไปชมความงดงามตามชายฝั่งตอนใต้ของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งผู้โดยสารจะได้เที่ยวชมสัตว์ป่าอย่าง ยีราฟ ละมั่ง ควายป่า และฝูงสัตว์ต่างๆ ในทุ่งหญ้าสะวันนา และจะได้พักในพื้นที่ Greater Kruger และ Sabi Sands อีกด้วย

 

13. Shongololo Express, Southern Africa ทวีปแอฟริกาใต้

อีกหนึ่งรถไฟที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ขบวนไหนในโลก คงต้องยกให้ Shongololo Express ซึ่งรวมถึงชื่อ Green Train ของประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยรถไฟที่มีหัวจักรสุดหรูขบวนนี้ ภายในมีเมนูอาหารที่สุดแสนอร่อยคอยให้บริการ อีกทั้งยังมีเส้นทางที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ระยะเวลาเดินทาง 12-15 วัน ทริป Safari ชมสัตว์ป่า และ ชมความงามของธรรมชาติอันสวยงาม ขบวนนี้จะเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศพริทอเรีย และ เคปทาวน์ Cape Town แอฟริกาใต้ และ ระหว่างพริทอเรีย ไป สวากอปมุนด์ แห่งประเทศนามิเบีย Namibia และ ผ่านน้ำตกวิกตอเรีย น้ำตกที่สุดแสนอลังการ และสวยงามที่สุดในประเทศแซมเบีย Zimbabwe นั่นเองค่ะ หากใครได้เผลอขึ้นรถไฟขบวนนี้ รับลองว่าเป็นต้องเคลิ้มไปทุกราย แต่ละเส้นทาง งดงาม ตระการตา และตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย

 

 

 

14. The Ghan ประเทศออสเตรเลีย: Adelaide to Darwin

รถไฟ The Ghan ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นอีกหนึ่งในการเดินทางที่จะนำผู้โดยสารไปยังเส้นทางสุดผจญภัยและสำรวจสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย อาทิเช่น การเดินผ่านหุบเขา สำรวจความสวยงามของธรรมชาติ และการขี่อูฐ รับรองว่าจะต้องประทับใจกับประสบการณ์อันน่าทึ่งนี้อย่างแน่นอนค่ะ นอกจากนี้ รถไฟ The Ghan ภายในยังมีขนาดห้องพักที่สะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และยังมีอาหารที่ถูกปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันที่มีมาให้เสิร์ฟเป็นแบบคอร์ส พร้อมกับไวน์ชั้นยอดรสชาติดี ให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินไปตลอดการเดินทางค่ะ 

 

15. The Canadian VIA Rail ประเทศแคนาดา: Toronto to Vancouver

รถไฟอีกขบวนที่มีความพิเศษไม่แพ้ใคร นั่นก็คือ The Canadian พร้อมแล้วที่จะนำผู้โดยสารทุกท่านผ่านเส้นทางที่สวยงาม พร้อมกับวิวทิวทัศน์ ด้วยความพิเศษของรถไฟขบวนนี้ที่มีหน้าต่างกระจกยาวไปจนถึงเพดานด้านบน จะทำให้ท่านชมวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา ซึ่งจะวิ่งผ่านเทือกเขาที่สูงตระหง่าน ทุ่งหญ้าที่พริ้วไหวโบกสะบัดล้อเล่นกับสายลม การเดินทางด้วยรถไฟ The Canadian จะใช้ระยะเวลาเดินทาง 3 วัน ระหว่างแวนคูเวอร์และโตรอนโต ภายในในมีพนักงานคอยให้บริการและมีเมนูอาหารที่แสนอร่อย เหล่านักเดินทางทั้งหลายจะได้รับการผ่อนคลายและเพลิดเพลินตลอดทริปการเดินทางอันสุดแสนจะประทับใจนี้อย่างไม่มีวันลืมกันไปเลยค่า