คุณแนน รีวิวล่องเรือสำราญ สิงคโปร์ Mariner of the Seas สายเรือ Royal Caribbean Part 1/5

คุณแนน รีวิวล่องเรือสำราญ สิงคโปร์ Mariner of the Seas สายเรือ Royal Caribbean Part 1/5

[รีวิวแน่นๆ ฉบับของคนเว่อร์ๆ] ทริปคิ้วท์ๆ 5 วัน 4 คืน สิงคโปร์-มาเลเซีย กับการล่องเรือสำราญ Mariner of the Seas DAY 1

               สวัสดีทู้กกกโคนน และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ได้ไปล่องเรือสำราญญญ เย้! ปกติได้แต่นั่งดูนั่งหาข้อมูลไปเรื่อย พอได้ไปจริงขึ้นมาก็ได้ไปแบบว่องไว รวดเร็ว กะทันหันสุดๆ ทริปที่ไปก็คือ ขึ้นเรือที่สิงคโปร์ > ปีนัง, มาเลเซีย > เกาะลังกาวี, มาเลเซีย > ล่องทะเลเต็มวัน > กลับสิงคโปร์ วันที่ 23-27 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา 

บอกได้คำเดียวเลยว่าสนุกมากกก ดีย์มากกก ใครทักใครถาม ก็ได้แต่ตอบซ้ำๆ ไปว่า ไม่อยากกลับไทย! ติดใจ อยากล่องเรือไปอีกยาวๆ เลย.. มันสะดวกสบายยยสุด คือมันเหมือนกับโรงแรมและห้างเคลื่อนที่ ไม่ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม หรือแพ็คกระเป๋าย้ายไปมาบ่อยๆ นอนตื่นมาก็ไปโผล่อีกที่นึงแล้ว สบายมากกก ว่าแล้วก็เริ่มกันเล้ยยย

 

DAY 1

               มาค่ะ! ฉันจะบินๆ ไป~ ฉันไม่กลัวอาไร๊~ เริ่มแรกเลย เราไปทำการเช็คอินเพื่อขึ้นเครื่องบินกันเด้อค่าา บินจากไทยไปสิงคโปร์จากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปสนามบินชางงี (Changi Airport) เพื่อที่จะไป.. ไป.. ไปขึ้นเรือ Mariner of the Seas ที่สิงคโปร์!! เผลอแปปเดียวเราก็มาถึงสนามบินชางงีแล้ว เอ้า งงเด้ งงเด้ แต่หลังจากนี้ห้ามงงค่ะ 5555 เพราะเราจะต้องขึ้นแท็กซี่ไปท่าเรือ แต่แต่แต่ เราจะไม่สามารถยืนข้างทางแล้วเรียกรถได้เลยเหมือนพี่ไทยนะคะ เพราะแบบนี้ เราก็เลยเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เดินไปที่ชั้น 2 ในสนามบิน เพื่อเข้าคิวขึ้นแท็กซี่ตามจุดที่มีไว้ให้เด้อค่า หรือเขาเรียกกันว่า จุด Taxi Stand นั่นเอง โปรดอย่าลืมกฎนี้เด็ดขาดเวลาไปสิงคโปร์นะคะ เดี๋ยวโป๊ะแตกไปยืนเรียกแท็กซี่ตามทาง โดนมองแรงกลับมา แบบนี้ไม่โอเครร

หลังจากนั้นเราก็จะวาร์ปไปที่ท่าเรือ Marina Bay Cruise Centre อยู่ไม่ไกลมากจากสนามบิน นั่งชิลๆ แปปเดียวก็ถึงอีกแล้วว ส่วนค่าโดยสารแท็กซี่จะอยู่ที่ประมาณ $20-25 เราโดนไป $21 ถ้วนเด้ออ

 

               โดยปกติแล้วทุกคนจะทำ Online Check-in ล่วงหน้าเป็นเดือน หรือเดือนกว่าๆ ขึ้นไปชิมิคะ ก็จะได้รับ Booklet และ Tag ติดกระเป๋าที่จะมีเบอร์ห้องพักของเราอยู่ด้วย แต่ว่าาา ด้วยความมือไวใจเร็ว บวกกับโปรโมชั่นที่แสนจะดี๊ดีย์ (แต่กระชั้นชิดสุดๆ) จองวันนี้ ไปอาทิตย์หน้า ตึ่งโป๊ะ! 5555 เที่ยวกะทันหันยังไม่พอ Tag ติดกระเป๋าจากสายเรือก็ไม่ได้รับอี๊กก เพราะถ้าไม่เช็คอินภายใน 10 วัน ก่อนออกเดินทาง จะไม่ได้รับ Tag ค่า แต่ ณ จุดนี้ มิต้องเป็นกังวลเลย เพราะเมื่อเราเดินสวยๆ ไปที่ด้านหน้าประตูขาเข้าท่าเรือ เขาจะมีจุดต่อแถวเพื่อที่จะติด Tag กระเป๋าตามเบอร์ห้องพักให้ โดยที่เราจะต้องมีหลักฐานจาก SetSail Pass เท่านั้นน พนักงานก็จะติด Tag ติดกระเป๋าให้ และเราก็นำกระเป๋าไปวางไว้ที่จุดรับกระเป๋า เพื่อรอขนย้ายกระเป๋าขึ้นเรือไปเลยค่าา

 

 

ส่วนตัวเราหลังจากนั้นก็เดินลอยละลิ่ว ปลิวละล่อง~ ไปต่อแถวเช็คอินตามขั้นตอนได้เลยเด้ออ ด่านแรกที่เข้าไปเจอก็คือ การตรวจสแกนสัมภาระ โดยที่เราต้องวางของทุกอย่างรวมถึงโทรศัพท์ และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (นี่แหละ ตัวปลิวของจริง 555)

 

               หลังจากนั้น เราก็จะทำการเช็คอีกรอบว่าตัวเรานั้นผ่านตม. สิงคโปร์แล้ว โดยเราสามารถสแกนพาสปอร์ตผ่านเครื่องเองได้เลย เลิศเว่อร์ รวมถึงต้องทำการสแกนลายนิ้วมือของตัวเองด้วย และหลังจากนั้นเราก็จะไปถึงเคาน์เตอร์ถ่ายรูป และกรอกข้อมูลตรวจร่างกายเพื่อคีย์ข้อมูลเข้าบัตร SeaPass และพนักงานจะถามว่า เราสะดวกชำระค่าใช้จ่ายแบบไหน เงินสด หรือ บัตรเครดิต ขั้นตอนก็ง๊ายแสนง่ายย ถ้าเราเลือกชำระผ่านบัตรเครดิต พนักงานก็จะทำการเชื่อมบัตรเครดิตเข้ากับ SeaPass ให้เลย สะดวกเว่อร์ๆ แต่ถ้าเราเลือกชำระเงินสดไป แล้วพออยู่บนเรืออยากเปลี่ยนเป็นชำระผ่านบัตรเครดิต เราก็ชำระเป็นบัตรเครดิตได้เลยค่าา ดี๊ดีย์อะ ชอบบ

 

พอเราผ่านขั้นตอนเช็คอินที่ท่าเรือแล้วชิมิ ก็ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว ที่เราจะก้าวเดินเข้าตัวเรือสำราญด้วยความสง่างาม! โดยที่เราจะต้องเดินผ่าน Gangway (แกงเวย์) หรืออุโมงค์ขนส่งคนสวย เอ้ย ผู้โดยสารค่าา ฮี่ฮี่ และก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เรือสำราญ ก็จะมีจุดเก็บพาสปอร์ตของเราค่ะ ซึ่งเราจะได้คืนก่อนวันลงเรือโดยที่เขาจะมีแจ้งมาในใบ Cruise Compass มันจะเป็น Daily Planner โชว์ตารางเวลาและกิจกรรมต่างๆ บนเรือค่าา 

 

พอก้าวเข้าไปบนเรือปุ๊บ บริกรเข้ามาชาร์จปั๊บ ไอเราก็ตกใจ อั๊วทำอารายผิด แต่สรุปคือเข้ามาถามถึงเรื่องจองห้องอาหารในตอนเย็น (Dinner) ค่า โดยที่บริกรจะพาเราขึ้นไปดูที่ห้องอาหาร และให้เราเลือกที่นั่งได้เลยว่าเราชอบตรงไหน อยากนั่งตรงไหน หลังจากนั้นเราก็เดินไปที่เคาน์เตอร์หน้าห้องอาหารเพื่อทำการจองโต๊ะ และเวลาทานอาหารค่ะ

 

               เมื่อเราจองเสร็จแล้ว ก็สลายโต๋พักผ่อนเอาแรง ใครพลังล้นเหลือก็ไปทำกิจกรรมได้ หรือใครเป็นนักสำรวจ ก็เดินชมเรือ ถ่ายรูปชิคๆ ได้ไม่ว่ากันเด้ออ สิ่งแรกที่มาถึงคือพุ่งเข้าห้องพักโดยด่วนน เนื่องจากมิสามารถแบกของแสนหนักได้อีกต่อไป และสิ่งต่อไปที่จะทำก็คืออ เซอร์เวย์ห้องค่าา พลาดไม่ได้เชียว..

เข้ามาถึงเราก็จะเห็นกระดาษวางอยู่บนเตียง และโต๊ะเครื่องแป้ง ในกระดาษแต่ละชุดที่เขาให้มานั้น แนะนำว่าจำเป็นต้องอ่านให้ละเอียดเว่อร์ๆ เลยนะคะ เพราะในใบที่ให้มานั้น จะเป็นใบ Cruise Compass หรือ Daily Planner ซึ่งจะบอกตารางเวลากิจกรรม และเวลาทานอาหารให้ในแต่ละวันค่า สามารถดูแผนกิจกรรมได้จากใบนี้เลย ส่วนอินเตอร์เน็ต Log in ก็จะวางไว้ที่เตียงหรือโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกันเล้ย สำหรับใครที่หาไม่เจอ ให้สังเกตที่ด้านหลัง SeaPass นะคะ พนักงานจะติดสติกเกอร์รหัส Access Code ของ Wifi ให้ เพื่อล็อกอินใช้งานอินเตอร์เน็ตบนเรือค่า

               เอ๊ะ! ถ้าเราไม่ซื้ออินเตอร์เน็ตจากทางเรือ เราจะเล่นเน็ตได้มั้ยน้าา.. คำตอบคือ ไม่ได้! เพราะว่าอินเตอร์เน็ตบนเรือจะใช้สัญญาณจากดาวเทียมนะค้า คลื่นมือถือจะส่งไปไม่ถึงค่า (อารมณ์เหมือนคนติดเกาะเวลาไร้ซึ่งอินเตอร์เน็ต 5555)

 

               ผ่านไปสักพัก บริกรก็จะทำการขนย้ายกระเป๋าเดินทางของเรามาวางไว้ที่หน้าห้องค่ะ แต่ถ้ากระเป๋ายังไม่มาส่งที่หน้าห้องภายในก่อน 6 โมงเย็น นั่นแปลว่า Tag ที่ติดไว้กับกระเป๋าอาจจะหลุดระหว่างทำการขนย้าย ก็เป็นได้.. ซึ่งถ้ารอแล้วรอเล่ากระเป๋ายังไม่มาส่งหน้าห้อง วัยรุ่นใจร้อน เราก็สามารถลงไปที่ Deck (ชั้น) 1 และไปที่จุด Arrival ได้เลยย จะมีบริกรคอยดูแลเรื่องกระเป๋าอยู่ค่า ไม่หาย ปลอดภัยแน่น๊อน คอนเฟิร์มค่ะ!!

เราจะทำกิจกรรมอะไร จะดู จะกินอะไร เช็คได้ตามใบตารางเวลาที่เขาให้มาเลยเด้ออ อย่างในวันแรกที่ขึ้นเรือไปก็จะมีโชว์ Welcome Aboard Dance Party จะเป็นโชว์การแสดงต้อนรับแขกผู้โดยสารขึ้นเรือ สนุกเว่อร์!

 

หรือใครชอบดูหนัง หรือดู Production Show ก็สามารถไปดูได้ที่โรงหนัง The Savoy Theatre ที่ชั้น 2 (อันนี้เสียดาย ยังไม่มีเวลาเข้าไปนั่งดู นั่งชมบรรยากาศโรงหนังบนเรือเลย), เล่น Ice Skates ได้ที่ Studio B ชั้น 3 (อันนี้ดีย์ สนุกก มีให้ทั้งดูโชว์และเข้าไปเล่นด้วยนะ เล่นเสร็จติดใจ กลับไทยมาอยากหาที่เล่นอีก 5555)

 

ใครสายคาสิโน ก็ไปบันเทิงเริงรมย์ได้ที่ Casino ชั้น 4 เลยค่า, มีพลาซ่าเอนกประสงค์ Royal Promenade ไม่ว่าจะเป็น Café สำหรับไปนั่งชิลๆ มีอาหารเล่นพร้อมเสิร์ฟ ที่สำคัญฟรีด้วยนะจ๊ะ! (อาหารคืออร่อย อร่อยแบบเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก ของกินง่ายๆ ไม่หนักมาก) และยังมีการแสดงบางรายการ มีสินค้าแบรนด์เนม น้ำหอม เครื่องสำอางค์ กระเป๋า นาฬิกา ละลานตาไปหมด วางขายอยู่ที่ชั้น 5 อีกด้วย สำหรับเราแล้วคิดว่าชั้น 5 คือทุกสิ่ง เป็นชั้นเบ็ดเตล็ด ศูนย์รวม Guest Services, Shore Excursions, Voom Internet, หรือใครติดใจอยากล่องเรือในทริปต่อไป ก็จัดเลยค่าา ที่บูธ Next Cruise

 

ในเรือยังมีเป็นพวกห้องสมุด สปา ฟิตเนส ห้องอาหารพิเศษที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม สระว่ายน้ำ สนามบาสกลางแจ้ง ที่ปีนหน้าผาจำลอง โต๊ะปิงปอง มินิกอล์ฟ หรือแม้กระทั่งโรงหนังกลางแจ้งที่สระว่ายน้ำหลัก ใหญ่และกว้างมากก นอนดูหนังพร้อมรับลมกลางทะเล บรรยากาศมันดีแบบนี้นี่เอง ฮ้าา ฟิน~ 

 

               พอถึงเวลาอาหารค่ำ หิวท้องร้องได้ที่แล้วก็วาร์ปไปโลดค่าา ดีนะที่จองที่นั่งไว้ อิอิ นึกขึ้นได้ก็ย่างเท้าอย่างสวยงามเข้าห้องอาหารได้เลยค่า หลังจากนั้นก็จะมีบริกรเดินเข้ามายื่นเมนูให้และรับออเดอร์เรา ประหนึ่งอยู่ในโรงแรม อาหารหลากหลายมากเว่อร์ มีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ซีฟู้ด หรือใครกินมังสวิรัต กินเจ ที่นี่ก็มีนะคะ! จัดว่าได้ใจสุดๆ อาหารก็จะมาเป็นแบบคอร์สนั่นก็คือ จะมี Starter ก่อนและตามด้วย Main Course หลังจากนั้นก็จะเป็น Dessert ตามฉบับ ขอบอกเลยว่าหน้าตาอาหารนั้นดีย์มากกก รสชาติกลมกล่อม อร่อย ขอเบิ้ลได้ด้วยนะะ ตอนเห็นอาหารที่เสิร์ฟมาครั้งแรกนี่คิดในใจและว่า จะอิ่มมั้ยเนี่ยแค่นี้? นั่งมองอาหารแบบตาละห้อยมาก แต่ด้วยความที่เมนูอาหารมันเยอะน่ากินตั้งหลายอย่าง บวกกับทุกอย่างมันดีไปหมด จะรออะไรล่ะคะ สั่งเต็มที่ ไป 2 คน สั่งเหมือนไป 4 คน อดอยากมาแต่หนใด 5555

               บริกรที่นี่เขาใส่ใจมากก อันนี้หมดปุ๊บ เสิร์ฟอีกอันปั๊บ ไม่ปล่อยให้ค้างในอารมณ์ อีกอย่างคือ ปกติแล้วคนจะกิน อย่ามายุ่ง! แต่นี่คือเหมือนเฝ้ามองห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่จ้องเรากิน ไม่ทำให้เราอึดอัดกับสายตา จัดว่าได้ใจไปอี๊กกก ของคาวก็หลากหลาย ของหวานก็มากมาย สายของหวานอย่างเรานี่มีอะไร เอามาให้หมด! 5555 แล้วรสชาติคือดีมาก แบบรู้เลยว่าของมันพรีเมียมเอาะ อยากให้ไปลองงง

 

ปิดท้ายด้วยการแอบแชะภาพคู่กับบริกร นาง service ดีมากเว่อร์ มีนามว่า อาลีบาบา นางจะคอยแนะนำเราทั้งเรื่องอาหาร อยากกินอะไรบอกนาง จัดให้หมด! พออยู่กันไปเรื่อยๆ เจอหน้ากันเกือบทุกวัน เราก็สนิทกันมากขึ้น คุยกับนางได้หมดเลย พอจะถึงเวลาลงไปเที่ยวชายฝั่งงี้ นางก็แนะนำให้เลยว่าควรไปที่ไหน ตรงไหนดีงาม เหมือนเรามีพี่เลี้ยงส่วนตัวที่เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว~ 5555

 

ดูจากทรงแล้ว สงสัยรีวิวนี้ท่าจะยาวว จึงขอตัดแบ่งเป็นพาร์ทๆ ดีกว่าเนอะ ฝากติดตามกันด้วยนะค้าา

ปล. สีของภาพอาจจะแปลกๆ ซีดๆ ไปบ้าง เนื่องจากเพราะแสงไฟในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน อาจจะจัดไปบ้าง ซีดไปบ้าง ต้องขอโทษด้วยค่าา

อ่านต่อตอนอื่นๆ ได้ ตามข้างล่างนี้เลยค่า

Part 2 - เที่ยวจอร์จทาวน์ ปีนัง กับพิพิธภัณฑ์สุดพิลึก และ Street Art ยอดนิยม (George Town, Penang)

Part 3 - บุกเกาะแห่งต้องคำสาปในอดีต เกาะลังกาวี! (Langkawi, Malaysia)

Part 4 - Lost in Mariner.. ทำอะไรบนเรือ 24 Hours? (Cruising Mariner of the Seas)

Part 5 - Back to basic อยู่ต่อเลยได้มั้ย~ (Cruise back to Singapore)