ทริปล่องเรือสำราญดิสนีย์ Disney Dream ที่เกาะส่วนตัวดิสนีย์ Castaway Cay และบาฮามาส อเมริกา

หลังจากที่ได้ยินชื่อ Bahamas มานาน ในที่สุด อายุ 19 ปี ก็ได้ไปซักที!! แต่จะไปทั้งที ก็ต้องเอาให้สุด เกาะไหนในบาฮามาสใครๆก็ไปได้ แต่เกาะส่วนตัวของดิสนีย์นี่สิ ไม่นั่ง Disney Cruise Line ไปก็ไม่มีทางได้ไปเหยียบแน่นอน เลยตัดสินใจไปกับ Disney Cruise Line ทันทีอย่างไม่ต้องคิด แพงกว่าก็ยอม

เนื่องจากมีเวลาอย่างจำกัด ไป Florida ทั้งที มีหลายที่ที่อยากไป เลยตัดสินใจเลือก route ที่สั้นที่สุด นั่นก็คือ 4 วัน 3 คืน เส้นทาง Port Canaveral, Florida - Nassau, Bahamas - Castaway Cay (เกาะส่วนตัวดิสนีย์) - Port Canaveral, Florida โดยเรือ Disney Dream

จุดหมายปลายทางว่าเริ่ดแล้ว ระหว่างทางเริ่ดกว่า ชีวิตบนเรือนี่เจ้าหญิงชัดๆ กินดีอยู่ดี อาหารฟรีทุกมื้อ กิจกรรมเพียบจนอยากจะอยู่บนเรือต่ออีกซัก 10 วัน ถ้าเป็นไปได้นี่จะไม่นอนเลย เพราะไป 4 วันยังมีกิจกรรมบนเรืออีกหลายอย่างที่ทำไม่ทัน เสียดายมากก

สำหรับการจองเรือนั้นสามารถจองเอง หรือ จองผ่าน บริษัท 2morrow Explorer ก็ได้ สะดวก รวดเร็ว จ่ายเงินอย่างเดียวแพคกระเป๋ารอได้เลย

หลังจากที่จองเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทาง จะได้รับ booklet จากทาง Disney ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับทริปของเราทั้งหมด ทั้ง Checklist, สิ่งที่นำไปได้และไม่ได้, เบอร์ห้องพัก, Tag กระเป๋า, Dress Code สำหรับการเข้าไปรับประทานอาหารในห้องอาหารแต่ละร้าน หรือ ชุดที่ควรเตรียมไปสำหรับ Party ตามเทศกาลนั้นๆ อย่างตอนที่ไป มี Pirate Night Party เค้าก็จะบอกว่าควรเตรียมชุดธีม Pirate ไปด้วย และเราก็จะใช้ booklet นี้แหละ เป็น boarding pass ในการขึ้นเรือ

หลังจากนับวันรอ ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง!! โดยวันแรกเดินทางจาก Orlando มาขึ้นเรือที่ Port Canaveral ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ความจริงแล้วเราสามารถจองรถของทาง Disney ให้ pick up จาก Airport ได้ แต่เนื่องจากทริปนี้ เที่ยวใน florida ก่อน จึงไม่อยากจะเสียค่ารถซ้ำซ้อนเพื่อไปขึ้นรถที่สนามบิน เลยนั่งจากที่พัก ไป Port Canaveral เลย

 

พอมาถึงที่ Port ก็สามารถเอากระเป๋าที่ติด tag จาก booklet แล้วให้กับพนักงานข้างหน้าได้เลย เค้าจะเอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องพัก มาแบบเจ้าหญิง จะให้เดินลากกระเป๋าเองได้ไง เราก็เดินเข้าไป check-in ด้านใน หรือ จะ check-in online ก็ได้

 

บนเรือเหมือนเป็นเมืองเล็กๆเมืองนึงเลย ทุกคนจะได้บัตรประจำตัวคนละใบ บัตรนี้สามารถใช้เป็น Keycard เข้าห้องใช้จ่ายสินค้าต่างๆบนเรือ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ จนเกือบลืมไปแล้วว่าอยู่บนเรือ ขึ้นมาถึงอย่างแรกก็กดลิฟท์มุ่งตรงไปที่ห้อง ในห้องมี walkie talkie ให้เอาไว้สื่อสารกัน และสามารถโหลดแอพ Disney Cruise Line ไว้ติดต่อกัน บนเรือจะไม่มีสัญญาณ แต่สามารถซื้อแพคเกจเพิ่ม internet ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

 

Application หน้าตาประมาณนี้ ใน chat room มี emoji ของ Disney พวกเจ้าหญิงต่างๆ, Mickey Mouse, Star wars, Monster, Inc. มีหมดเลย น่ารักมากๆ

 

สำหรับห้องพัก แบ่งเป็น 4 แบบ คือ

 

  • Inside : อยู่ด้านใน มีหน้าต่างกลมๆโชว์ real-time video ภายนอกเรือ สามารถพักได้สูงสุด 4 คน
  • Oceanview : คล้ายๆกับ Inside แต่จะมีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวข้างนอกได้จริงๆ สามารถพักได้สูงสุด 4 คน (จะมีบางห้องที่สามารถพักได้ 5 คน)
  • Verandah : ห้องนี้จะมีระเบียงเล็กๆให้ไปยืนชมวิวได้ สามารถพักได้สูงสุด 4 คน (จะมีบางห้องที่สามารถพักได้ 5 คน)
  • Concierge : ห้องนี้จะมีระเบียงใหญ่ สำหรับออกไปนั่งชิล ชมวิวได้เลย มีแบ่งโซนนั่งเล่นแยกออกจากโซนเตียงนอน สามารถพักได้สูงสุด 5 คน

 

เนื่องจากว่าเพิ่ง 4 โมงเย็น อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น เลยสั่ง room service มาที่ห้อง ตอนแรกคิดว่าจะเฉยๆ แต่อร่อยทุกอย่างเลย ทำใหม่ด้วย ที่สำคัญคือ ฟรี!! สั่งได้ 24 ชั่วโมง ของคาว ของหวาน ของกินเล่น เครื่องดื่ม มีหมด กินกันให้อ้วนไปข้างนึง

กินเสร็จก็ไปสำรวจเรือกันดีกว่า สามารถใช้แอพ Disney Cruise Line เปิดดูแผนผังเรือได้เลย ว่าชั้นไหนมีอะไรบ้าง   ตอนนี้มีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งกิจกรรมก็มีหลากหลายมากๆ โดยจะแบ่งเป็น kid, youth, adult ก็จะมีลิสต์ขึ้นมาตามอายุเราเลยว่ามีอันไหนบ้างที่เราสามารถเข้าร่วมได้

อย่างในรูปก็จะบอกว่าตอน 5.15-5.45 pm มี Cruisin' Solo Gathering ที่ Cove Cafe, Deck 11 โดยต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป ถึงจะสามารถเข้าร่วมได้

กดลิฟท์มุ่งหน้าขึ้นไปชั้นบนสุดก่อนเลย ขึ้นมาโผล่ที่นี่ Quiet Cove Pool หรือ Adult Pool ที่ต้องอายุ 18+ ถึงจะเข้ามาตรงนี้ได้ มีไว้สำหรับผู้ใหญ่ที่อยากหนีความวุ่นวายของเด็กๆที่สระใหญ่

ถัดออกมาจะเป็น Mickey's Pool ที่มีสไลด์เดอร์สีเหลืองๆ และ Donald's Pool ซึ่งสามารถนั่งแช่น้ำ ดูหนัง หรือ TV Show จากหน้าจอยักษ์ตรงนั้นได้

ที่เห็นเป็นปล่องใสๆ เรียกว่า AquaDuck เป็น waterslide ที่จะพาเราวนรอบเรือเลย

นอกจาก 3 สระว่ายน้ำนี้แล้ว ยังมีสระเล็กๆหลายสระสำหรับครอบครัว, Satellite Falls และ Nemo's Reef ซึ่งอยู่ในร่ม เป็นเหมือนน้ำพุเล็กๆในสวนน้ำ

สำหรับบางคนที่ยังไม่อยากเล่นน้ำ ก็ยังมีกิจกรรมอื่นให้ทำอีก เช่น Mini Golf, สนามบาส และเกมต่างๆ

และใครที่เล่นเสร็จแล้วหิว ก็มีอาหารให้เลือกทานหลายร้าน เป็นพวก burgers, sandwiches, pizza, hot dogs, wraps, fried chicken, salads, and fresh fruit. พวกของหวานก็จะเป็น soft-serve ice cream และ smoothies

 

นอกจากนี้ก็ยังมีโรงหนัง,โรงละคร Live Show ซึ่งขอบอกว่าพลาดโชว์ไม่ได้ อลังการมากจริงๆ แต่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหรือวิดีโอ, Spa & Salon ทำผม ทำเล็บ นวด ได้หมด, Fitness Center to keep your beach body, Club มีตั้งแต่สำหรับเด็ก ยัน Nightclub, Lounge, Bar สำหรับผู้ใหญ่, Shops ต่างๆที่ขายตั้งแต่สินค้าของ Disney ยันสินค้า Brand, เครื่องเพชรยังมีเลยยย

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ Midship Detective Agent เป็นภารกิจช่วยมิกกี้จับตัวคนร้าย โดยที่เราสามารถไปรับ Mission  ได้ที่ kiosk

เมื่อมาที่ kiosk เราจะได้รับ badge ประจำตัว และ casebook มา พร้อมกับบอกว่าเราจะไปรับ clue แรกได้ที่ไหน

สถานที่แรก คือ Gallery ขายภาพบนเรือ ซึ่งขายจริงๆ เราสามารถซื้อได้ เป็นภาพวาดตัวการ์ตูน Disney แต่หนึ่งในภาพในร้านนั่นแหละ คือสิ่งที่เราตามหา มองเผินๆเหมือนเป็นภาพธรรมดา แต่เมื่อเรายก badge ขึ้น มันจะเปลี่ยนเป็นวิดีโอ ซึ่งวิดีโอนี้แหละ จะให้ clue แรกกับเรา และบอกเราว่าเราต้องไปหา clue ต่อไปที่ไหน ซึ่งแต่ละจุดก็จะแตกต่างกันไป

อันนี้เป็นอีกจุดนึง ตอนแรกไปถึงแล้วงงมาก เลยลองนั่งไล่อ่าน notes แต่ละอัน และหนึ่งในนั้นก็มี clue ให้เราจริงๆ

ทำแบบนี้ตามลายแทงไปเรื่อยๆ มันจะพาเราไปทั่วเรือเลยแหละ ทำจนครบ เราก็จะรู้ว่าผู้ร้ายคือใคร ที่ล้ำกว่านี้ก็คือ แต่ละคนจะได้รับภารกิจไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเฉลยตอนจบ ผู้ร้ายจะไม่ใช่คนเดียวกัน ไม่สามารถแอบโกงเอาคำตอบเพื่อนมาตอบได้ ต้องยอมให้ Disney เค้าจริงๆ สุดยอดมาก

 

หลังจากที่สำรวจเรือ และไปรับ mission มาเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่รอคอยนั่นก็คือ เวลาอาหารเย็น 55555555 เราจะไป Dine like royalty กันที่ "Royal Palace"

ห้องอาหารนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง Cinderella, Snow White and the Seven Dwarfs, Sleeping Beauty และ Beauty and the Beast หรือพูดง่ายๆว่า Classic Disney films นั่นเอง. Circular Floor Plan มาจาก Ballroom ในเรื่อง Cinderella, เชิงเทียนตามผนังมาจากเรื่อง Beauty and the Beast.

ข้างหน้าห้องอาหาร จะมี servers ประจำตัวแต่ละคนมารอรับ พาเราไปที่โต๊ะ จะเห็นว่า uniform ของพนักงานเป็นไปตามธีมร้าน นั่นก็คือธีม Palace นั่นเอง

เราจะมีเบอร์โต๊ะประจำที่จะใช้ตลอดทริป ไม่ว่าไปห้องอาหารไหนก็จะนั่งโต๊ะเบอร์เดิม และเมื่อมาถึงที่โต๊ะ เค้าจะเริ่มเสิร์ฟ Service Bread ให้ สำหรับ Royal Palace จะเสิร์ฟเป็น Warm French Country Bread กับ Olive Spread โดยตะกร้าใส่ขนมปังเป็นรถฟักทอง Cinderella

สำหรับอาหาร สั่งได้ไม่จำกัด สามารถสั่ง Main สองจานก็ได้ แล้วแต่เราเลย แต่ควรสั่งแต่พอทานจะดีกว่า

พนักงานเสิร์ฟถามว่า "What would you like today, PRINCESS?" คือเขินเลยย 55555555555 มาดูกันดีกว่าว่าสั่งอะไรมาบ้าง

Starting from appetizer "Duck Confit"

"Red Wine Bosc Pear Salad"

"Farmhouse Salad"

"French Onion Soup" with Gruyere Cheese Crouton

"Chateaubriand-Roasted Filet Steak"

"Oven-Baked Salmon Royale"

"Duo Chocolat Slice"

"Classic Opera Gâteau"

"Grand Marnier Soufflé"

"Tahitian Vanilla Crème Brûlée"

 

After dinner, เนื่องจากอายุ 19 จะเข้าคลับเด็ก ก็โตเกินไป จะเข้าของผู้ใหญ่ ตามกฏหมายอเมริกา ก็ต้องอายุ 21+ ถึงจะนั่งบาร์ได้ ทางดิสนีย์เลยจัด "1820 Society" ขึ้นมา สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 18-20 เลยลองไป เป็นกิจกรรมจิบชานั่งเม้า สุดท้ายได้เพื่อน American มาสามคน หลับจากจบกิจกรรมที่คลับ เลยชวนกันไปนั่งดู Game Show ต่อ

เป็นเกมที่สุ่มเชิญคู่รัก 3 คู่ ขึ้นมาเล่นเกมบนเวที ตอบคำถามทายใจ ว่ารู้ใจกันจริงๆรึป่าว ซึ่งทำให้รู้ว่า มีคุณพ่อคุณแม่หลายคู่พาลูกมา โดยที่ลูกแยกไปที่คลับตามอายุตัวเอง และคุณพ่อแม่มานั่งชิลตรงนี้กัน

________________________________

 

เช้าวันที่สอง ก็ตื่นมารับประทานอาหาร ซึ่งจะเลือกทานที่ห้องอาหารไหนก็ได้

 

 

หลังจากทานอาหารเสร็จ เรือก็มาถึงที่ Nassau, Bahamas พอดี

ซึ่งเราสามารถจองกิจกรรมทำบนเกาะได้ Snorkel, ว่ายน้ำกับปลาโลมา, Paddleboard, Fishing, ตีกอล์ฟ, สำรวจ Atlantis หรือ เอาแบบชิคๆ ก็ เช่า Limo ทัวร์รอบเกาะกันไปเลย ได้ทั้งคนขับและไกด์พาเที่ยว

เห็นเกาะอยู่ไกลความเจริญ ไม่ได้บ้านนอกเลยแม้แต่น้อย สามารถทำล้มละลายได้เลย 55555555 ที่ขายเป็นหลักของที่นี่คือพวกอัญมณี เครื่องเพชร ต่างๆ นอกจากก็มีพวกชอปสินค้า Brand ต่างๆ และร้านขายสินค้าพื้นเมือง ใครจะซื้อของฝากที่บ้านจาก Bahamas ก็ซื้อได้ที่นี่เลย

หลังจากเดินเล่น ชอปปิ้งบนเกาะกันทั้งวัน ก็กลับขึ้นมาทานอาหารเย็นบนเรือ วันนี้ we're not just going for dinner, but we're going for a show! ที่ "Animator's Palate"

ห้องอาหารนี้เสิร์ฟอาหารสไตล์ California, Pacific Islands และ Asian ตอนแรกที่เข้าไปในร้าน ร้านจะเป็นสีขาวดำ หลังจากเข้าไปนั่งในร้านแล้ว ร้านจะดับไฟ แล้วรูป sketches ขาวดำบนผนังต่างๆจะกลายเป็นหน้าจอทีวี มีตัวละครออกมาพูดคุย เมื่อไฟสว่างอีกที ทั้งร้านจะกลายเป็นสีสันหมดแล้ว

 

Bread Service เป็น Garlic & Herb Foccacia w/ a Roasted Garlic Dip

ขนาดมีดทาขนมปังยังเป็นพู่กัน ตาม theme ร้าน

"Black Truffle Pasta Purseittes" as an appetizer for today

"Jumbo Shrimp Salad"

"Ginger Teriyaki dusted Angus Beef Tenderloin"

"Herb Crusted Pork Chop"

"Crunchy Walnut Cake"

"Apple Crumble Rice Pudding"

 

"Deconstructed Carrot Cake"

คืนนี้มี Pirate Night Party ก็เลยต้องตัวให้เข้าธีมซะหน่อย หมวกที่ใส่อยู่นี่เป็นเมนูเด็กของห้องอาหาร แอบขอพี่พนักงานมา เค้าได้กันทุกโต๊ะ เพราะมีเด็กกันหมด ยอมได้ไง อยากได้บ้าง 555555555

Party จัดบนชั้นดาดฟ้า มีโชว์จากหนังเรื่อง Pirate of the Caribbean ซึ่งความ real คือ เรากำลังล่องเรืออยู่กลางทะเล Caribbean จริงๆ จุดพลุ เปิดเพลง เต้นกัน

หลังจากจบ Party ก็ลงมาทำ mission ตามหาตัวคนร้ายต่อ ระหว่างทาง ก็เดินผ่านห้องพักต่างๆ ก็เห็นว่าหลายๆห้อง ตกแต่งประตูห้องกันแล้ว

จะเห็นว่าที่เค้าแขวนกันแล้วมีชื่อแต่ละคนอยู่ คือเปรียบเสมือน mailbox ให้เพื่อนใหม่ที่เราไปรู้จักจาก club หรือกิจกรรมต่างๆบนเรือ แอบมาหยอดจดหมายไว้ให้ได้ หรือลูกๆจะแอบมาใส่ Thank you card ให้คุณพ่อคุณแม่ก็ได้

________________________________

 

เช้าวันต่อมา ในที่สุดก็เดินทางมาถึง Castaway Cay หรือ Private Island ของ Disney นั่นเอง

เดินเลาะไปตามทางเดิน เพื่อไปยังหาด เค้ามี Adult Beach สำหรับผู้ใหญ่ด้วยนะ เผื่อใครอยากหนีความวุ่นวายของเด็กๆ

มีให้ส่ง mail ได้ด้วย โดยการใช้จ่ายร้านค้าต่างๆบนเกาะ สามารถใช้บัตร Key Card ห้องพักจ่ายได้เลย ไม่ต้องพกเงินสดใดๆ สะดวกมากๆ เค้าก็จะไปตัดกับบัตรเครดิตที่เราเคยให้ไว้ทีหลัง

กิจกรรมทางน้ำ มีให้เช่าเล่นได้ ส่วนใหญ่จะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่มาทั้งที ก็ไม่ควรจะพลาด

ภาพนี้ไม่ได้มีการแต่งรูป แต่งสีใดๆ ใช้แค่กล้อง iphone ถ่าย จะเห็นว่าสีน้ำทะเลใสและสวยมาก

อาหารบนเกาะหน้าตาประมาณนี้ สามารถเดินไปตักได้เรื่อยๆ

ตกเย็น กลับขึ้นไปบนเรือ มี Character Meeting พอดี เหล่าเจ้าหญิงกำลังยืนถ่ายรูป แจกลายเซ็นอยู่เลย ถ่ายมาแค่ Rapanzel สวยมาก กิริยาท่าทางทุกอย่างเป๊ะมาก ท่าทางการยืน การคุย ลอกมาจากในหนังเลย

ก่อนจะไปทานอาหาร ก็ไปนั่งดู Live Show ซึ่งเค้าไม่ให้ถ่ายภาพหรือวิดีโอ เลยไม่มีรูปประกอบมาให้ดู แต่บอกได้แค่ ห้ามพลาด จริงๆ คืออลังการมากๆ แค่ดูโชว์ก็คุ้มแล้ว เป็นโชว์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ นอกจากบน DIsney Cruise Line เท่านั้น ฟีลละคร Broadway

คืนนี้คืนสุดท้ายแล้ว เราจะ Dining at a garden party จากเรื่อง Alice in Wonderland ที่ "Enchanted Garden"

Scenery ในห้องอาหารจะเปลี่ยนสีจากตอนเข้ามาจนถึงตอนทานเสร็จ เปรียบเสมือนว่าเราทานตั้งแต่ sunrise จนถึง sunset ห้องอาหารนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนในพระราชวัง Versailles

Bread Service เป็น Multi Grain & Country Currant Rolls w/ Chickpea-Garlic Purée

"Caramelised Sea Scallops"

เมนูนี้สำหรับ Vegetarian เลย "Glazed Portobello Mushroom"

"Slow Roasted Prime Rib"

"Pan Seared Sea Bass"

"Warm Sticky Date Pudding"

"Chocolate Garden Torte"

"Chocolate Brownie Sundae"

ค่ำคืนสุดท้ายก็จบลงเท่านี้ ยังไม่อยากกลับเลย

บางคนบอกว่าโตแล้ว ไม่เหมาะกับเรือ Disney ขอเถียงขาดใจว่าไม่จริง บนเรือมีกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ดูหนังฟั่งเพลง, Game Show, Bar, Lounge, Nightclub, Spa & Salon, Fitness, Sports, etc. ถือเป็นทริปประทับใจและรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากทริปนึง Service ของทาง Disney ดีจริงๆ รู้สึกได้ว่าพนักงานทุกคนมีใจรักในงานบริการ บริการเต็มที่ น่ารักมากๆ คิดว่าจะหาเวลาไปอีกแน่นอน ยังมีอีกหลาย route ที่น่าสนใจ ทั้งฝั่งอเมริกาและฝั่งยุโรป ไว้จะมารีวิว route อื่นๆให้ดูอีกกกก