เที่ยวไต้หวัน (Taiwan) เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อัญมณีที่ซ่อนอยู่ของเอเชีย” เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาหารนานาชนิดให้เลือกลอง และแหล่งช้อปปิ้งแสนจะถูก ที่นักช้อปทั้งหลายใฝ่ฝันที่จะได้ไประเบิดกระเป๋ากันสักครั้ง นอกจากนี้ประเทศไต้หวันยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างลงตัวมากๆ เลยทีเดียวค่า

 

เที่ยวไทเป 101 (Taipei101)

ไทเป 101 (Taipei101)ตึกสูงระฟ้า เป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวไต้หวันเลยล่ะค่ะ เพราะตึกนี้เคยถูกจัดให้เป็นตึกที่สูงที่สุดของโลกในปี ค.ศ. 2004 – 2010 ด้วยความสูง 101 ชั้นที่อยู่เหนือพื้นดิน และ 5 ชั้นอยู่ใต้ดิน ตึกนี้ได้รับการรับรองจาก  Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) ให้เป็นอาคารสีเขียวที่สูงที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกด้วย ไทเป 101 คือหนึ่งแลนด์มาร์คสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูปคู่กับตึกนี้ เรียกได้ว่าใครมาไทเปแล้วไม่ถ่ายรูปกับไทเป 101 นี่มาไม่ถึงไทเปนะคะ นอกจากนั้นภายในตึกประกอบไปด้วย อาคารสำนักงานแล้ว ยังมีร้านอาหารและภัตตาคาร ช้อปปิ้งมอลล์ ที่รวมร้านค้าแบรนด์เนมต่างๆ ไว้มากมายให้เลือกซื้อ สามารถเดินทางโดย รถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีแดง (Xin-Yi Line) ลงสถานี Taipei 101 ทางออกที่ 4 และ สายสีน้ำเงิน (Nangang Line) เดินอีกประมาณ 10 นาที สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่เวลา 9.15  – 22.00 น. ทุกวัน

ค่าเข้าชม: NTD500  หรือ ประมาณ 500 บาทไทย สำหรับคนที่จะขึ้นไปชมวิวจาก Observation Desk  สามารถซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ขายบัตรชั้น 5 หรือถ้าไม่ขึ้นก็สามารถเข้าไปในส่วนโซนของช้อปปิ้งมอลล์ และร้านอาหารได้ฟรี

ในตัวอาคารยังมี Damper Baby น้องมาสคอตน่ารักๆ ถึง 5 ตัว ให้ทุกคนได้ไปถ่ายรูปคู่ด้วยนะคะ ซึ่งมาสคอตแต่ละตัวมีชื่อเรียกตามสี ได้แก่ Lucky Red, Rich Gold, Smart Silver, Cool Black และ Happy Green น่ารักกกกกก แหนะ! หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็น Damper  ใช่ม้า~ ก็เพราะว่าด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะของไต้หวัน ทำให้มีการเกิดพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวรุนแรงอยู่บ่อยๆ เจ้าตัวแม่ลูกตุ้มยักษ์ Damper สีทองใหญ่อลังการ ที่มีขนาดน้ำหนักถึง 660 ตัน ตัวนี้นี่แหละที่เป็นผู้พิทักษ์ให้กับไทเป 101 จากลมพายุและแรงสั่นสะเทือน ทำให้ตัวอาคารไม่โคล่งเคล่งนั้นเอง ทั้งน่ารัก แข็งแรง และเก่งมากๆ เลย พบกับน้องๆ ได้ที่ชั้น 87 นะจ๊ะ

เครดิตรูปจาก  www.taipei-101.com.tw

 

เที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง (National Palace Museum)

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง (National  Palace  Museum)ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ หรือของสะสมของจักรพรรดิ์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ งานศิลปะตั้งแต่สมัยยุคหินจนถึงยุคสมัยใหม่ จำนวนกว่า 700,000 ชิ้น มีอายุราวๆ 8,000 ปี นอกจากชิ้นงานหรือวัตถุต่างๆ จะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแล้ว การก่อตั้งของพิพิธภัณฑ์เองก็ยังมีประวัติที่น่าสนใจมากไม่แพ้กันเลยค่า

เริ่มต้นตั้งแต่การสร้างพระราชวังโบราณขึ้นมานั้นก็เพื่อเก็บของสะสมที่ได้มาจากพระราชวังในสี่สมัย ได้แก่ ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ชั่วคราวในทุกๆ วันเสาร์และวันอาทิตย์เวลาบ่ายโมงจนถึงหกโมงเย็น ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนการเข้าชมตามพิพิธภัณฑ์พระราชวังในประเทศต่างๆ อย่างฝรั่งเศส และเยอรมัน จึงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณอย่างเป็นทางการ และสร้างถนนเข้าชมขึ้นมาใหม่ห้าแถว เพื่อเปิดให้คนภายนอกเข้ามาชมค่ะ แต่การรุกรานของญี่ปุ่นทำให้ของสะสมจำนวนไม่น้อยสูญหายระหว่างการเดินทางเป็นหมื่นลี้ ผ่านเมืองสำคัญต่างๆ เช่น เมืองหนานจิง เมืองกุ้ยหลิน เมืองเสฉวน เมืองเฉินตู และยังไปจัดแสดงที่นิทรรศการศิลปะเมืองจีนที่ถนนหนานหลู้ หลังจากชนะสงครามแล้ว จึงเลือกที่จะนำของสะสมอันล้ำค่าย้ายมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงแห่งนี้นั่นเองค่า

ข้อมูลการเข้าชม และ เวลาเปิดบริการ

สถานที่จะถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 6 โซน ได้แก่ พื้นที่จัดแสดงงานนิทรรศการ ที่หนึ่ง (อาคารหลัก) อาคารห้องสมุด อนุสรณ์สถานนายจางต้าเชียน สวนจือชาน สวนจือเตอ และศูนย์ศิลปะเด็ก โดยแต่ละที่จะมีวิธี และเวลาการเข้าชมแตกต่างกันค่ะ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ https://www.npm.gov.tw

 

เที่ยวอนุสรณ์สถานเจียง ไคเชก (Chiang Kai-Shek Memorial Hall)

อีกหนึ่งสถานที่ประวัติศาสตร์ของไต้หวันที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวก็คือ อนุสรณ์สถานเจียง ไคเชกที่สร้างขึ้นเพื่อการรำลึก และเทิดทูนอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชกค่ะ ตัวอาคารสีขาวขนาด 4 ชั้นตั้งอยู่กลางจัตุรัสเสรีภาพ (Freedom Square) ภายในเป็นที่จัดแสดงเรื่องราว และประวัติศาสตร์ของท่านประธานาธิบดีเจียง ไคเชก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว รถยนต์คันโปรด มีการจำลองพื้นที่ทำงานและขั้นตอนต่างๆ ในขณะปฎิบัติงานของท่านให้ชมอีกด้วยค่า บริเวณผนังรอบรูปปั้นนั้นถูกเติมแต่งไปด้วยปรัญชาของท่านอดีตประธานาธิบดีในด้านการเมือง และการปกครอง ได้แก่ จริยธรรม ประชาธิปไตย และวิทยาศาสตร์

และอีกหนึ่งความพิเศษที่ห้ามพลาดของการมาเยือนที่นี่ก็คือ การเปลี่ยนเวรทหารยาม ปกติทุกๆ วันจะมีการเปลี่ยนเวรยามทุกชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. แล้วก็จะมีการผลัดเปลี่ยนทหารเวรยามจาก 3 เหล่าทัพกันทุกๆ 4 เดือน ซึ่งจะพิเศษและสวยงามมากๆ ด้วยรูปแบบชุดยูนิฟอร์มของทหารแต่ละเหล่าทัพที่แตกต่างกัน ขอบอกว่าถ้าได้ไปที่อนุสรณ์สถาน เจียง ไคเชก ในช่วงของพิธีการเปล่าเหล่าทัพเวรยาม ขอบอกว่าอลังการแบบฟูลออฟชั่นอย่างแน่นอน สำหรับการเข้าชมอนุสรณ์สถาน เจียง ไคเชก นั้น ทุกๆ คนสามารถเข้าชมได้ฟรี! เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 18.00 น.ค่า

 

เที่ยวทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake)

แค่ชื่อขึ้นมาก็ยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้ว บอกเลยความสวยก็ไม่แพ้กันแน่นอนค่ะกับ Sun Moon Lake หรือ ทะเลสาบสุริยันจันทราที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของเทือกเขาไต้หวัน รายล้อมไปด้วยภูเขา ต้นไม้ และหมู่บ้านชนบท มีเส้นทางเดินเท้า ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 พื้นที่ที่สวยที่สุดในไต้หวัน และเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดด้วยค่ะ โดยมีขนาดอยู่ที่ 7.93 ตารางกิโลเมตร ลึก 27 เมตร และสูง 2,454 ฟุต

ในสมัยก่อนบริเวณรอบๆ จะมีวัดเล็กๆ อยู่มากมาย แต่หลังจากที่มีการเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนจึงเป็นสาเหตุทำให้วัดเล็กๆ ในบริเวณแถบนั้นหายไป จึงได้สร้างวัด Wen Wu ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญประจำทะเลสาบแห่งนี้ และมีการสร้างวัดอื่นๆ ตามมา เช่น วัด Jianjing วัด Syuentzang และวัด Syuanguang อีกทั้งอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชก ยังได้สั่งให้สร้าง Ci En Pagoda ขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงคุณแม่ของท่าน และหลังจากที่ท่านจากไป ได้มีการสั่งเรือจำลองของเจียง ไคเชก ขึ้นมาอีกด้วยค่ะ

นอกจากการเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ วัดและเจดีย์ต่างๆ แล้วยังมี Sun Moon Lake Ropeway เป็นกระเช้าเคเบิลที่จะเคลื่อนที่ระหว่างทะเลสาบ F.A.C.V. และ Sun Moon Lake ให้เราได้ไปชมความสวยงามแบบตระการตาเต็มอิ่มจุใจจากมุมสูงๆ วิวสวยๆแบบนี้ ขอแนะนำว่าต้องพักสักคืนสองคืนให้ได้เก็บความทรงจำครั้งให้ชื่นนนใจไปเลยค่า การเดินทางจากไทเปไป Sun Moon Lake สามารถเดินทางได้ 2 วิธีนะคะ

  1. รถไฟ - นั่งรถไฟ TRA จาก Taipei Main Station ไป ไทจง Taichung แล้วต่อรถบัส Nantou ไป Sun Moon Lake (ค่าโดยสาร:NTD565) หรือ นั่งรถไฟความเร็วสูง HSR จาก Taipei Main Station ไป ไทจง Taichung HSR แล้วต่อรถบัส Nantou ไป Sun Moon Lake (ค่าโดยสาร:NTD955)
  2. รถบัส - นั่งรถบัส Kuo-kuang สาย 1833 จาก Taipei West Bus Station Terminal B ไปยัง Sun Moon Lake โดยตรง (ค่าโดยสาร:NTD460)

 

เที่ยวหุบเขาไทหลู่เก๋อ (Taroko Gorge)

หุบเขาไทหลู่เก๋อ (Taroko Gorge)หรือที่คนไทยหลายๆ คนเรียกกันติดปากว่า หุบเขาทาโรโกะ ที่ได้ถูกจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ มีชื่อเรียกว่า อุทยานแห่งชาติไทหลู่เก๋อ (Taroko National Park) มีพื้นที่กว้างกว่า 1,200 ตารางกิโลเมตร และภูเขาที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,400 เมตร มีขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไต้หวัน ได้แก่ จังหวัดฮัวเหลียน  ไทจง และหนันโถว “ไทหลู่เก๋อ” หมายถึง ความวิเศษและงดงาม เป็นชื่อที่มีต้นกำเนิดมาจาก Truku ชนเผ่าอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ค่ะ

หุบเขาไทหลู่เก๋อนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากแรงชนของเปลือกโลกอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดเป็นภูเขาสูงและมีขนาดหลายกิโลเมตร มีพื้นผิวเป็นหินแปร เช่น หินอ่อน หินไนส์ และ หินชีสต์ ทำให้เกิดพื้นผิวที่มีสีนวลจึงทำให้ถูกเรียกว่า ภูเขาหินอ่อน หรือ Marble Mountain นั่นเองค่ะ ในอุทยานจะมี Visitor Center ที่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ และประวัติของไทหลู่เก๋อให้ได้ศึกษากันคร่าวๆ ก่อนจะได้ไปสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติด้วยตาตัวเอง เช่น เส้นทางเดินชมธรรมชาติ Xiaozhuilu สะพาน Cimu สะพานแขวนที่ตั้งพาดขนาบไปกับแม่น้ำสายหลักของไทหลู่เก๋อนั่นก็คือ แม่น้ำหลี่วู ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามของสายน้ำสีเขียวดั่งมรกต ที่ไหลผ่านเคียงคู่ไปกับหุบเขาไทหลู่เก๋อ เส้นทางหุบเขาลึกลับ หรือที่เรียกว่า Mysterious Valley Trail

เส้นทางเดินหุบเขา Shakadang และ Swallow Grotto เป็นจุดชมวิวที่เชื่อมต่อกับ อุโมงค์เก้าโค้ง (Tunnel of Nine Turns) ซึ่งต้องเดินทะลุอุโมงค์หินผากับช่องทางเดินที่ไม่ได้กว้างหรือสูงมาก ตรงนี้ก็จะแอบหวาดเสียวอยู่หน่อยๆ นะคะ นอกจากสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างนั้นก็ยังมีสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเพื่อให้อยู่รวมกับธรรมชาติได้ นั่นก็คือ เส้นทางรถไฟสายเก่าที่ตอนนี้ได้ปิดใช้งานไปแล้ว และยังได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็น Shakadang Trail เป็นเส้นเดินบนทางรถไฟเก่าที่ตัดผ่านทะลุเขา สำหรับที่นี่ถือเป็นสวรรค์ของคนรักการปีนเขาเลยละค่ะ ด้วยพื้นป่าที่ปกคลุมหน้าผาและหุบเขาอย่างสวยงาม และด้วยความสูงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดพีคเป็นสิ่งที่ท้าทายสุดๆ ไปเลยล่ะค่าา

ที่นี่สามารถเดินทางมาได้โดยรถไฟ TRA จากไทเปมาฮัวเหลียน ต่อจากสถานีเราสามารถเลือกได้ว่าจะเหมาแท็กซี่พาเที่ยว ชั่วโมงละ NTD500 ใช้เวลาเที่ยว 5 ชั่วโมง หรือจะเหมารถบัสแบบวันละ NTD250 ซึ่งรถบัสจะไปปล่อยไว้ตามจุดต่างๆ แต่ที่สำคัญคือเราต้องเช็คตารางเวลารถบัสดีๆ นะคะ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอรอบถัดไปเลยค่ะ อุทยานแห่งชาตินี้สามารถเข้าชมได้ฟรี และเปิดทำการทุกวัน เวลา 8:30 - 17:00 น. แต่ขอแนะนำว่า ถ้าจะเที่ยวไทหลู่เก๋อให้จุใจนั้นควรมี 1 วันเต็มๆ หรือใครอยากจะค้างคืน ที่นี่ก็มีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

ทางอุทยานมี 3 โรงแรมที่ถูกปรับแต่งให้เข้ากับความหลากหลายสไตล์ของผู้เข้าพัก ได้แก่ โรงแรมที่มีความโดดเด่นอย่าง Silk Palace Taroko Hotel ที่ Tainxiang โรงแรมที่มีธีมและพนักงานเป็นชาวชนเผ่าอะบอริจินดั้งเดิมอย่าง Leader Village Hotel ตั้งอยู่บนยอดเขาที่ Buluowan และ Tainxiang Youth Activity Center ซึ่งเป็น Hostel ราคาย่อมเยา ซึ่งโรงแรมทั้ง 3 ตั้งอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ และความสวยงามที่พร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

 

เที่ยวเมืองโบราณจิ่วเฟิ่น หรือ Jiufen (Chiufen) Village

จิ่วเฟิ่นเมืองโบราณที่สร้างแรงบันดาลใจให้อนิเมะชื่อดัง จนกลายเป็นต้นแบบโรงอาบน้ำใน Spirit Away การ์ตูนญี่ปุ่นที่หลายๆ คนต่างก็รู้จัก ทำให้จิ่วเฟิ่นกลายเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตขึ้นมา ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเคยเป็นเหมืองทองที่รุ่งเรืองมากในสมัยนั้น ในช่วงสงครามญี่ปุ่นได้เข้ามารุกรานจึงทำให้อาคารบ้านเรือนในพื้นที่นี้เป็นเหมือนสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นอยู่มาจนทุกวันนี้ค่ะ

หมู่บ้านถูกรายล้อมไปด้วยภูเขา และแม่น้ำเล็กๆ อีกหลายสายไหลผ่าน ตอนเย็นทุกตรอกซอกซอยจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ตามทางเดินถูกประดับตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของจิ่วเฟิ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ ในยามค่ำคืนโคมไฟและแสงจากตัวอาคารจะสว่างขึ้น เหมือนในฉากที่โรงอาบน้ำกำลังเปิดให้บริการ และนี่คือเสน่ห์ที่น่าหลงใหล ราวกับหลุดเข้าไปเป็นหนึ่งตัวละครในอนิเมะเลยล่ะค่า เหล่าสาวก Ghibli มาแล้วฟินแน่นอนนน!

 

เที่ยวเจดีย์มังกรและเสือ (Dragon and Tiger Pagodas)

บริเวณเขตชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองเกาสง มีทะเลสาบดอกบัวขนาดใหญ่ที่สวยงามและมีชื่อเสียงมาก ซึ่งภายในทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์สูงขนาด 7 ชั้น ตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ ชื่อว่า เจดีย์มังกรและเสือ (Dragon and Tiger Pagodas)ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1976 เป็นวิหารของวัดฉือจี (Cihji Palace) ตัวอาคารทำจากอิฐสีส้ม ตามมุมและเสาต่างๆ ถูกประดับด้วยมังกรและเสือตัวน้อยๆ สีสันสดใส ด้านในตัวของทั้งมังกรและเสือตัวใหญ่นั้น จะมีภาพเขียนที่แสดงถึงพุทธศาสนา และลัทธิเต๋าที่ลงลายลักษณ์อักษรเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ ส่วนภายในวิหารตกแต่งด้วยภาพวาดของพระโพธิสัตว์ และในเจดีย์เสือประดับด้วยภาพวาดของสิบสอง Magi และราชวังสามสิบ Jade จักรพรรดิ เช่นเดียวกับภาพวาดของขงจื๊อค่ะ

เจดีย์มังกร มีมังกรที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังอันรุ่งเรืองและความมั่งคั่ง และยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สิบสองจักรราศีของจีนตัว โดยคนจีนบางคนเชื่อว่า คนที่เกิดปีมังกรจะฉลาด และมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ ค่ะ

เจดีย์เสือ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ความชอบธรรมและความสามัคคี เป็นกษัตริย์ของสัตว์ทุกชนิด เช่น เดียวกับมังกร และยังเป็นหนึ่งในสิบสองแห่งจักรราศีของจีนด้วยค่ะ

โดยการมาขอพรที่นี่ ด้านนอกเจดีย์จะป้ายบอกวิธีให้เราเดินเข้าไปในปากของมังกรและออกมาทางปากของเสือ โดยมีความเชื่อที่ว่า ถ้าเดินเข้าปากมังกร แล้วออกทางปากเสือจะสามารถผ่านเรื่องร้ายแล้วกลายเป็นดีได้ ใครที่กำลังหาที่ทำบุญปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แนะนำให้มาลอดถ้ำมังกรออกปากเสือที่นี่เลยค่า

 

เที่ยวพุทธอุทยาน โฝ กวง ซาน, เกาสง (Fo Guang Shan Buddha Memorial Center, Kaohsiung)

อุทยาน โฝ กวง ซานเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีการประดิษฐ์สถานของพระพุทธรูปทองคำที่สูงที่สุดในโลก! พร้อมขนาบข้างด้วยเจดีย์ขนาดใหญ่ 8 องค์ เรียงทอดยาว 2 ทางเดิน พร้อมฉากหลังเป็นทิวทัศน์ภูเขา เป็นภาพที่สวยงามอลังการจริงๆ ค่า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการสร้างวัด และเจดีย์จากประเทศอินเดียหรือแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนานั่นเอง

ภายในจะมีพิพิธภัณฑ์พระพุทธเจ้า โฝ กวง ซาน ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุพนมแห่งพระศากยมุนี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพุทธศรัทธา และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวหรือฟันของพระพุทธเจ้าด้วยนะคะ เจดีย์ 8 องค์ ด้านหน้านั้นถูกเปรียบเสมือนทางเดินที่มุ่งไปสู่พุทธะ ซึ่งแต่ละองค์ก็จะนำเสนอนิทรรศการเกี่ยวเพราะพุทธศาสนา และยังมีห้องรับแขก ห้องสมุดและสถานที่สำหรับคนที่ต้องทำบทเรียนหรือคัดลอกพระสุตตันตปิฎก และเป็นห้องรับรองสำหรับการจัดงานแต่งงานอีกด้วย

บรรยากาศของที่นี่เงียบสงบมาก จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการมากราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสนทนาฟังเทศน์ฟังธรรม และศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนากันค่ะ ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยวันธรรมดาจะเปิดเวลา 09.00 – 19.00 น. และวันหยุด เวลา 09.00 – 20.00 น.

 

เที่ยวเหมาคง (MaoKong)

เหมาคง (MaoKong) หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขา เคยเป็นพื้นที่ปลูกชาที่ใหญ่ที่สุด จึงเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนที่รักการดื่มชาท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ เพื่อหลบหนีจากความวุ่นวายในตัวเมือง การมานั่งจิบชาและทานอาหารค่ำมื้อแสนอร่อย และชื่นชมกับความสวยงามของไทเปเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆ เลยค่ะ และที่นี่ยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นจุดชมวิวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทเปอีกด้วย

วิธีเดินทางขึ้นไปที่เหมาคง คือการขึ้น เหมาคง กอนโดลา (Maokong Gondola) ค่ะ เป็นกระเช้ากอนโดลาที่ติดตั้ง Crystal Cabins (Glass-Bottom Cars) หรือกระเช้ากอนโดลาที่มีพื้นใส นอกจากรสชาติของชาท้องถิ่นที่รอคอยอยู่ด้านบนแล้ว ระหว่างทางขึ้นก็ได้ชมบรรยากาศและวิวรอบด้านแบบ 360 องศาเลยค่า การขึ้นกระเช้ากอนโดลาสามารถขึ้นได้ที่สถานีรถไฟใต้ดิน MRT Taipei Zoo ค่ะ ปกติแล้วที่นี่จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 - 21.00 น. (10.00 น. ในวันศุกร์และวันเสาร์) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ http://english.gondola.taipei/

 

เที่ยวย่านช้อปปิ้งวัยรุ่น ซีเหมินติง(Ximending)

ซีเหมิงติงสวรรค์ของนักช้อปและแหล่งรวมตัวของวัยรุ่น ที่ถูกเรียกว่า “ฮาราจุกุของไทเป” เพราะเป็นย่านช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวันเลยก็ว่าได้ค่ะ ความเอ็นเตอร์เทรนด์ทุกรูปแบบถูกรวมไว้ที่นี่ทั้งหมดแล้ว!~ ทั้งร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย ร้านนั่งชิวจิบเบียร์ คาราโอเกะ โรงหนัง ร้านขายของอีกเพียบ รวมทั้งห้างใหญ่ๆ อีกด้วยนะคะ ถ้าใครมาไต้หวันแล้วอยากช้อปปิ้ง เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ของกระจุ๊กกระจิ๊ก เป็นของฝากติดไม้ติดมือละก็...ต้องที่นี่เลย ช้อปกันตั้งเช้ายันมืดไปเลยค่าาาา

นอกจากร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ แล้ว ที่ซีเหมิงติงยังมี “ถนนภาพยนตร์” เป็นถนนเส้นยาวที่เต็มไปด้วยโรงภาพยนตร์ IMAX โรงละคร และยังมี “ถนนอเมริกา” ที่เป็นแหล่งรวมของมือสองจากต่างประเทศ รวมทั้งบาร์และศูนย์แสดงศิลปะร่วมสมัย The Red Houes ที่สร้างขึ้นในปี 1908 นั่นทำให้ซีเหมิงติงเป็นย่านศูนย์กลางวัฒนธรรม และสถานที่รวมตัวยอดฮิตของไต้หวันเลยล่ะค่า

 

ตะลุยกินสุกี้ไต้หวันหม่าล่า ชานมไข่มุก เสี่ยวหลงเปา เต้าหู้เหม็น ไก่ทอด Hot-Star

เรื่องเที่ยวกับเรื่องกินเป็นของคู่กันจริงๆ นะคะ ไต้หวันเองก็มีของกินหลายอย่างให้ออกตามล่าอีกด้วย แล้วจะพลาดได้ไงคะกับเมนูอินเทรนด์ที่กำลังฮิตกันสุดๆ ทั่วบ้านทั่วเมืองกับ “หม่าล่า” สูตรเครื่องเทศที่มาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งในประเทศไต้หวันเองก็มีชาบูหม่าล่ามาให้ได้ลองกันค่ะ นั่นก็คือ Mala Yuanyang Hotpotบุฟเฟ่ต์ชาบูหม่าล่าที่มีประมาณ 10 กว่าสาขาในไต้หวัน

แต่สาขาที่แนะนำคือสาขา Ximen ค่ะ จะแตกต่างจากสาขาอื่นตรงที่เราสามารถเดินตักอาหารได้เอง แต่สาขาอื่นๆ ต้องติ๊กสั่งอาหารจากรายการอาหารที่เป็นภาษาจีน ซึ่งสาขา Ximen เหมาะและง่ายกับคนไทยมากกว่าค่ะ ร้านเปิดตั้งแต่ 11.30 น. ถึงตีห้ากันไปเลยค่า! ราคาจะอยู่ประมาณ NTD 498 – 598 หรือ ประมาณ 500 – 600 บาทไทยค่ะ วิธีเดินทางรถไฟฟ้าใต้ดินลงสถานี Ximen ทางออกที่ 6 ได้เลย

เครื่องดื่มที่ใครๆ ก็รู้จักและมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไต้หวันนั่นก็คือ ชานมไข่มุกจากรสนิยมการดื่มชาที่ถ่ายทอดมาจากจีน ซึ่งได้มีการผสมผสานการดื่มชากับนมในแบบญี่ปุ่นเข้ามาเรียกกันว่า Royal Milk Tea ซึ่งรสชาติของชานมไข่มุกดั้งเดิมถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1987 ไข่มุกจะต้มด้วยอุณหภูมิต่ำ ที่สำคัญคือไม่ใส่วัตถุกันเสียนะคะ เราสามารถหาชานมไข่มุกในไต้หวันได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าตามแหล่งท่องเที่ยวหรือร้านข้างทางก็มีเพียบ แต่ถ้าใครอยากไปลองร้านชานมไข่มุกร้านแรกต้องมาที่ Chun Shui Tang เลยจ้า ซึ่งเป็นร้านชาและอาหารที่เปิดมานานมากแล้ว ถ้าอยากไปลิ้มลองชาไข่มุกในตำนานสามารถลงรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานี Chiang Kai Check Memorial Hall ออกทางออก 5 ร้านจะอยู่ในอาคาร National Theater and Concert hall

อาหารขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของไต้หวันก็ต้องยกให้ เสี่ยวหลงเปาค่ะ ลักษณะคล้ายซาลาเปาลูกเล็กๆ มีทั้งไส้หมู ไก่ กุ้ง และปู ที่สำคัญต้องกินตอนร้อนๆ นะคะถึงจะอร่อย สามารถไปชิมกันได้ที่ ติ่น ไท่ ฟง (Din Tai Fung) เป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของไต้หวัน ซึ่งถ้าไปทานที่สาขาไทเปจะมีเมนู และพนักงานบริการที่สามารถพูดภาษาไทยได้ด้วยนะคะ ลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Dongmen ออกทางออกที่ 5 หรือจะไปลองที่ร้านอาหารจีนทั่วไปก็ได้ค่ะ

Stinky Tofu หรือ เต้าหู้เหม็นเป็นอีกหนึ่งอาหารชื่อดัง ที่ใครๆ ก็ต้องอี๋~เมื่อได้ยินชื่อ แต่เป็นอาหารที่นิยมอย่างมากในหมู่คนไต้หวันเลยนะคะ มีทั้งแบบทอดและต้ม ซึ่งถ้าได้ไปเดินตามตลาดหรือย่านที่ขายของกินก็จะมีกลิ่นของเจ้าเต้าหู้เหม็นนี่โชยมาแตะจมูกเป็นระยะเลยค่ะ ถึงชื่อและกลิ่นจะไม่ชวนกินเลยสักนิดแต่แนะนำให้ลองค่ะ แบบเซฟๆ สำหรับคนไม่กล้าก็แบบทอด จัดไปเลยค่ะ สักคำ! แล้วจะได้รู้ว่า ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดดดด~ แต่ถ้าใครสายสตรองอยากลองแบบต้มดูก็ได้นะคะ แต่ไม่ขอรับรองกลิ่นที่ตามมาน้าา 555

ถ้าได้ไปเดินในย่านแหล่งท่องเที่ยวแล้ว อีกอย่างเลยที่ต้องลอง ไก่ทอดยักษ์!  ไก่ทอด Hot-Starที่ขนาดใหญ่กว่าหน้าอีกค่ะ กินคนเดียวหมดนี่นับถือเลยค่า ในย่านซีเหมิงติงก็มีร้านไก่ทอดชื่อดัง อย่าง Hot-Star ให้ได้ไปลองชิมและถ่ายรูปลงโซเชี่ยลไปอวดเพื่อนๆ กัน แต่ถ้าเผลอกินหมดนี่นับแคลฯ กันไม่ถูกเลยจ้า

เครดิตรูปจาก http://www.thetravelmentor.com

 

อาบน้ำแร่Beitou Hot Spring, Wulai Hot Spring, and Jiaoxi Hot Spring

บ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถ่ว (Beitou Hot Spring) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีเสียงที่สุดของไทเปค่ะ ที่นี่สะดวกสบายสุดๆ พร้อมรอให้นักท่องเที่ยวมาดื่มด่ำกับน้ำพุร้อน สถานที่นี้เกิดขึ้นในช่วงการยึดครองของญี่ปุ่น และถูกพัฒนาให้กลายเป็นรีสอร์ท โรงแรมขนาดเล็ก บ้านชา สวนสาธารณะ และห้องอาบน้ำสาธารณะ หลังจากนั้นก็ได้มีการสร้างสถานีรถไฟขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมกับความสวยงามของบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้

บ่อน้ำพุร้อนเป่ยโถ่วมีบริการบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัวด้วยนะคะ ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ถึงกับต้องจองห้องพักล่วงหน้ากันเลยล่ะค่ะ น้ำพุร้อนธรรมชาตินี้ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ 3 ชนิด ได้แก่ กำมะถันสีเขียว (สีเขียวเล็กน้อย ซึ่งมีเฉพาะใน Beitou และ Akita, Japan) กำมะถันสีขาว (ฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นที่จะกลายเป็นสีนม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำพุร้อนในพื้นที่) และกำมะถันเหล็ก (น้ำพุโปร่งใส พบบริเวณ ติง เป่ยโถ่ว) ในการอาบน้ำแต่ละครั้งจะมีกฎเกี่ยวกับการแยกเพศ และไม่ว่าจะอาบน้ำหรือไม่ จะต้องสวมเสื้อผ้า ซึ่งยังมีกฎระเบียบอื่นๆ อย่างเช่น การนำเอาอาหาร และเครื่องดื่มเข้าไปในพื้นที่จะมีข้อจำกัดจ้า

บ่อน้ำพุร้อนอูไหล (Wulai Hot Spring) เป็นเมืองน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาที่มีอากาศหนาวเย็น ฝนตกบ่อย และถือว่ามีอากาศดีที่สุดในไต้หวันเลยค่า ซึ่งห่างจากตัวเมืองไทเปแค่เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับการมาเยือนเมืองนี้แนะนำว่าควรมีเวลา 1 วันเต็มๆ หรือ ค้างคืนนะคะ โดยสำหรับผู้เข้าพักในโรงแรมอาจมีบ่อน้ำพุร้อนเป็นส่วนตัวให้บริการ แต่ก็ยังมีน้ำพุร้อนธรรมชาติตามแนวแม่น้ำ แค่เดินข้ามสะพานที่อยู่ตรงปลายถนนเก่าเลี้ยวซ้ายแล้วเดินลงไปก็จะได้เจอกับลำธารของน้ำพุร้อนธรรมชาติค่ะ และยังมีสระน้ำร้อนเล็กๆ หลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นจากโขดหินโดยนักท่องเที่ยวด้วยค่า

นอกจากนี้อูไหลยังมีถนนสายเก่าที่น่าสนใจมาก ยิ่งถ้าไปเดินช่วงตอนเย็นก็จะมีของกินที่แปลกตาหลายอย่างให้ได้ลิ้มลอง หลังจากแช่น้ำพุร้อนเสร็จก็อย่าลืมไปกินไส้กรอกหมูป่าแสนอร่อยกันนะคะ ~

บ่อน้ำพุร้อนเจียวซี(Jiaoxi Hot Spring) ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันในเมืองยีหลาน ซึ่งก็อยู่ห่างจากไทเปแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง เจียวซีเป็นเมืองน้ำพุร้อนที่มีสระว่ายน้ำอุ่นๆ พาดผ่านทั่วทั้งเมือง นักท่องเที่ยวสามารถมาแช่ได้ทุกช่วงเวลา น้ำอุ่นนี้มีแร่ธาตุที่สามารถซึมผ่านผิวหนัง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัวสุดๆ บรรยากาศรอบๆ รายล้อมไปด้วยภูเขา และห่างจากทะเลเพียงไม่กี่กิโลเมตร การได้เดินไปตามถนนเล็กๆ ลิ้มรสชิมขนม และแช่น้ำพุร้อนท่ามกลางวิวแจ่มๆ เป็นอะไรที่ฟินมากเลยค่าาาา~  อ้อ! ในวันหยุดสุดสัปดาห์คนจะเยอะ แนะนำให้มาวันธรรมดากันนะค้า

เครดิตรูปจาก http://www.formosaguide.com/p/jiaoxi-travel-guide.html